“สินไซ” วรรณกรรมเอกแห่งล้านช้าง สู่ “สินไซเกมส์” “ กตัญญู กล้าหาญ ซื่อสัตย์ เสียสละ พอเพียง”

 

 สินไซ หรือ “สังข์ศิลป์ชัย” เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปาก ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น วรรณกรรมลายลักษณ์ กวีได้นำมาแต่งในแบบร้อยแก้วและร้อยกรอง สำนวนที่แต่งเป็นร้อยแก้วนั้นล้วนแต่จารลงในใบลานด้วยอักษรแบบปัลลวะ หรือที่เรียกว่าอักษรธรรม สำนวนร้อยแก้วมีด้วยกัน ๔๐ ผูก แต่ละผูกมี ๒๐ ถึง ๒๑ ใบลาน สินไซที่เป็นร้อยแก้วนี้ ใช้สำหรับเทศน์ในเทศกาลเข้าพรรษา ส่วนสำนวนที่แต่งเป็นร้อยกรอง จารลงในใบลานด้วยอักษรไทยน้อย ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นผูกเดียว เรียกว่า “หนังสือผูก” นิยมใช้อ่านในงันบุญเฮือนดี (งานศพ) เรื่องสินไซ ยังแบ่งเป็น ๒ สำนวน คือสำนวนหลวง กับสำนวนราษฎร์  สำนวนหลวง คือสำนวนโดยท้าวปางคำ เป็นผู้แต่งขึ้น ส่วนสำนวนราษฎร์นั้น คือสำนวนที่กวีตามท้องถิ่นต่างๆแต่งขึ้น มีเนื้อหาผิดเพี้ยน และสำนวนบกพร่องไป (อริยานุวัตร; ๒๕๓๑) 

      ในความดีเด่นของวรรณกรรมเอกเรื่องนี้ได้สะท้อนคุณค่า สุนทรียะรสในวรรณกรรม และคุณค่าในเนื้อหาที่ซ่อนแฝงชวนให้ได้ขบคิดมากมาย ปราชญ์ลาวผู้มีสายสัมพันธ์สองฝั่งโขง คือ มหาสีลา วีระวงศ์  ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นคุณค่าได้นำ วรรณกรรมสินไซ ในรูปแบบลายลักษณ์ มาปริวรรตขึ้นใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นฉบับสมบูรณ์กว่าฉบับอื่นๆ และได้มีการพิมพ์ออกมาหลายครั้ง นับแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๓ เป็นต้นมา ส่งผลให้วรรณกรรมเรื่องนี้ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยได้มีความพยายามในการนำออกเผยแพร่ให้คนยุคนี้ ได้รู้จักวรรณกรรมสินไซอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ในส่วนของภาครัฐได้มีการบรรจุเป็นหนึ่งในเนื้อหาวิชาวรรณคดีลาว ให้เด็กและเยาวชนใช้เป็นแบบเรียน เพื่อให้รู้จักและซาบซึ้งความงดงามของศิลปะวรรณคดี ตั่งแต่ระดับพื้นฐาน  แม้ว่าปัจจุบันความนิยมนั้นจะแผ่วเบาลงไปมากก็ตาม ก็ยังนับว่ารัฐบาล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ต่อสิ่งที่เป็นมูนมังในอดีตของชาติ เฉกเช่นเดียวกันกับวรรณกรรมและศิลปกรรมสินไซในดินแดนภาคอีสานของไทย ได้ปรากฏร่องรอยสินไซเป็นจำนวนมาก วรรณกรรมสินไซได้ถูกนำมาผลิตซ้ำในหลายรูปแบบที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ “หมอลำสินไซ” ซึ่งพัฒนามาจากหมอลำพื้น รูปแบบการแสดงที่มีเอกลักษณ์ในแบบเฉพาะตัว  ประชาชนส่วนใหญ่เรียกว่า “หมอลำกกขาขาว” นิยมแสดงเพื่อความบันเทิง  มากกว่าจะมุ่งเน้นแก่นสาระอย่างในเทศน์ลำสินไซ หรือภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นการแสดงออกในด้านของความศรัทธา และคุณค่าเชิงคุณธรรมเป็นประการสำคัญ  นอกจากนั้นยังมีปรากฏในรูปแบบหนังประโมทัย นาฏศิลป์ และดนตรี อีกด้วย

                 ด้วยคุณค่าและบทบาทของสินไซที่มีต่อสังคมในกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทำให้สินไซเป็นวรรณกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ภาษาลาว ทั้งที่อยู่ในเขตประเทศลาว และในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในสปป.ลาว สินไซยังมีบทบาททางการเมืองในฐานะที่เป็นฐานที่มั่นในเชิงยุทธศาสตร์  โดยอดีตประธานประเทศ สปป.ลาว ท่านไกรสอน พรมวิหาร ได้ยกชูสินไซตัวละครเอกมาเป็นสัญลักษณ์ในการสร้างสำนึกร่วม เพื่อต่อสู้กับฝ่ายศัตรูในสงครามกู้ชาติ  ดังปรากฏในวาทะที่ว่า “สาวหนุ่มลาว จงเป็นดั่งสินไซ แห่งยุคสมัย” คือเปรียบเยาวชนลาวกับสินไซผู้มีความกล้าหาญ เสียสละ อดทน อันเป็นคุณธรรมข้อสำคัญที่จะสร้างให้เกิดความฮึกเหิม ภายใต้สถานการณ์ในการรบ จนในที่สุดลาวได้รับเอกราช ซึ่งส่วนหนึ่งในชัยชนะครั้งนั้นน่าจะมาจากแนวคิดที่นำเอาสินไซมาเป็นฐานที่มั่นเชิงยุทธศาสตร์นี้เอง ซึ่งแนวคิดนี้ยังเป็นมรดกตกทอดมาถึงเยาวชนรุ่นใหม่ ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย โดยที่มีการจัดตั้งสโมสรวัฒนธรรมสินไซขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของวารสารวรรณศิลป์  กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม  เพื่อสานต่อปณิธานของอดีตท่านผู้นำ โดยมีสาวหนุ่มลาวยุคใหม่เป็นกำลังสำคัญในการเรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีงามของตนเองผ่านกระบวนการฝึกอบรม สัมมนา ทัศนศึกษา ฯลฯ กิจกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นการสร้าง นางแบบ นายแบบ นักร้อง  นักแสดง เพื่อประกอบอาชีพตามค่านิยมสมัยใหม่ ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสโมสร ต้องได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสมตามแนวทางร่วมสมัยที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบแนวร่วมในอดีต แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ การใช้สัญลักษณ์สินไซมาเป็นฐานที่มั่นต่อการขับเคลื่อนสังคมไปสู่สิ่งที่เป็นความหวังของประชาชนและประเทศชาติ 

 

      เช่นเดียวกับเทศบาลนครขอนแก่น ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของวรรณกรรมสินไซ หรือ “สังข์ศิลป์ชัย” จึงผลักดันวรรณกรรมเรื่องนี้เข้ามาสู่กระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างเด็กและเยาวชนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ได้แก่ความกตัญญู กล้าหาญ ซื่อสัตย์ เสียสละ และพอเพียง อันเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวละครในวรรณกรรมสินไซ โดยสร้างสินไซให้เป็นตัวแทนของเมืองขอนแก่น อีกทั้งได้ปรับประยุกต์เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ท้องถิ่น และรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนเมือง เช่นการสร้างสวนประติมากรรมสินไซ หรือใช้รูปสีโห หรือ สีหราช มาเป็นประติมากรรมประดับเสาไฟ ประดับสองข้างถนนหน้าประตูเมือง เป็นต้น  ล่าสุดเทศบาลนครขอนแก่นได้นำวรรณกรรมสินไซ มาเป็นสัญลักษณ์ของกีฬาเพื่อสร้างความสมานฉันท์ ของโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในชื่อ “สินไซเกมส์” อีกด้วย

      จากตัวอย่างข้างต้นนี้สามารถชี้วัดได้ว่า วรรณกรรมสินไซยังมีชีวิตมีลมหายใจโลดแล่นอยู่ในยุคสมัยของเราในวิถีวัฒนธรรมแบบร่วมสมัย ในรูปแบบต่างๆ ทั้งอนุรักษ์ ประยุกต์ หรือสร้างใหม่ จากคุณค่าที่ซ่อนแฝงอยู่ในวรรณกรรมสินไซในมิติต่างๆสามารถบ่งบอกถึงความเป็นเอกแห่งวรรณกรรมอันเป็นมูนมังของบรรพชน ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ซึ่งคุณค่าความดี ความงาม อันเป็นสิ่งแสดงอัตลักษณ์ความสัมพันธ์ ลาวไทยในด้านศิลปกรรมล้านช้างอย่างน่าชมที่สุดเรื่องหนึ่งหนึ่ง ดังนั้นสินไซจึงเป็นฐานที่มั่นทางวัฒนธรรมแห่งยุคสมมัย…เพื่อเป็นฐานในการต่อสู้กับสังคมวัตถุนิยม ในโลกยุคโลกาภิวัตร์ดังที่เป็นอยู่ในยุคของเรา…

เมื่อ 2 ปีก่อนโครงการสังเคราะห์ภูมิปัญญาในวรรณกรรมสินไซ ได้ริเริ่มขึ้นโดยเทศบาลนครขอนแก่นจากแรงบันดาลใจเล็กๆของกลุ่มผู้บริหารที่มองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในวรรณกรรมเรื่องนี้ นำมาสู่การกำหนดเป็นยุทธศาสตร์งานด้านการศึกษาและวัฒนธรรม และได้ตั้งชื่อยุทธศาสตร์นี้ว่า “สินไซ” ฐานที่มั่นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย ซึ่งในเวลาต่อมายุทธศาสตร์นี้ได้เข้าไปสอดประสานกับกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมต่างๆของเทศบาลนครขอนแก่นอีกมาก จนอาจจะกล่าวได้ว่าสินไซได้กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของนครขอนแก่นไปแล้ว กระทั่งว่าล่าสุดกับการรับเป็นเจ้าภาพกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 26 โดยเทศบาลนครขอนแก่น ในชื่อ “สินไซเกมส์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-30 ตุลาคมศกนี้