ลุศักราชร้อยสี่สิบเจ็ดปีพระพันวษา ครอง นครศรีอยุธยา ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุขดังเมืองสวรรค์พระองค์ทรงทศพิศราธรรมยิ่งนัก เพราะดั้งนั้นแลจึงมีเมืองขึ้นน้อยใหญ่ต่างก็มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่มากมาย  

                   ในเมืองสุพรรณบุรี อันเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมา พระพันวษาได้ตั้งให้ ขุนไกรพลพ่าย เป็นทหารแห่งกรุงศรีอยุธยาคุมไพร่พลเจ็ดร้อยคอยระวังข้าศึก อันขุนไกรนั้นเดิมทีอยู่บ้านพลับ เป็นคนมั่งมีเงินทองมากผัวเมียคู่นี่ก็รื้อเรือนเดิมไปปลูกใหม่ที่สุพรรณบุรีตั้งรกรากอยู่ที่นั่น ขุนไกรเป็นผู้มีคาถาอาคมคงกระพันชาตรี และมีน้ำใจกล้าหาญไม่ว่าข้าศึกสักกี่คนขุนไกรไม่เคยถอยเลย ความเก่งกล้าขุนไกรนั้นแม้แต่กรมการเมืองสุพรรณก็ยังไม่กล้า 

       ที่ในเมืองสุพรรณนั่นเอง มีครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งผัวชื่อขุนศรีชื่อวิไชย มีตำแหน่งเป็นนายกรมช้างกองนอก ขุนศรีวิไชยมั่งมีเงินทองมากมายทั้งบ่าวไพร่ก็เยอะแยะ เมียของขุนศรีวิไชยชื่อ นางเทพทอง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ ตำบลสิบเบี้ย 

       อีกครอบครัวหนึ่งผัวชื่อ พันศรโยธา มีเมียชื่อ นางศรีประจัน ทั้งผัวเมียเป็นเศรษฐีมั่งมีเงินทองด้วยกันบ้านอยู่ ท่าพี่เลี้ยง นางศรีประจันมีน้องสาวอยู่คนหนึ่งชื่อ บัวประจัน มีผัวชื่อนายโชดคง เดิมทีเดียวนายโชดคงอยู่ทางบางเหี้ย พอได้เมียก็มาหลงสุพรรณอยู่จนกระทั่งลืมญาติกาญาติเกหมด นายโชดคงนี้มีฝีมือในทางลักวัวขโมยควายชาวบ้าน 

       ครอบครัวต่าง ๆ เหล่านี้ต่อมาก็มีลูกเต้ากันคนละคนสองคนก่อนจะเล่าถึงการเกิดของคนเหล่านั้น ใคร่จะเล่าถึงการเกิดของมนุษย์เสียก่อนโบราณว่ามนุษย์ที่เกิดมานี้ก่อนจะเข้าครรภ์มี ไอ้ผีร้าย อยู่บนปลายไม้กลางคืนก็ปั้นรูปไปหัวเราะไปหยิบนั่นใส่นี้บี้โน่นให้วุ่นไปหมดจนเป็นส่ำมิได้ คืนหนึ่งกำลังปั้นอยู่บนปลายไม้มีสัตว์นรกตัวหนึ่งพันเวรพันกรรมจุติเพศเปรตอสุรกายจะไปสวรรค์ แต่อย่างไรก็ไม่รู้จับผลูผีเกิดปั้นรูปซุกเข้าไปในครรภ์เสียฉิบ นี่คือกำเนิดของขุนช้าง 

       คืนวันนั้นนางเทพทองเมียขุนศรีวิไชยนอนหลับฝันไปว่ามีช้างพลายตัวใหญ่นอนตายอยู่ที่ตลิ่งพองขึ้นเหม็นโขลงไปทั่วบริเวณ แล้วมีนกตะกรุมหัวเหม่งตัวหนึ่งบินมาแต่ป่าพอเห็นช้างเน่าเจ้านกตะกรุมสับปะดนตัวนั้นก็คาบช้างมาวางไว้ที่หอกลางใก้ลที่นางนอน ในฝันนางเรียกเจ้านกตะกรุมให้มาหา พอนกระกรุมคาบช้างเข้ามาหานางก็กอดช้างกับเจ้านกตะกรุมนอนสบายจนกระทั่งตกใจตื่นรีบปลุกขุนศรีวิไชยผู้ผัวเล่าความแล้วก็คลื่นเหียนอาเจียนจนตัวซีดตัวสั่น ทั้งเหม็นช้างเหม็นนกติดจมูก ขุนศรีวิไชยเห็นเมียรากแตกรากแตนก็ตรงเข้าไปลูบหลังเอาน้ำให้บ้วนปากพอค่อยยังชั่วก็แก้ฝัน ขุนศรีวิไชยได้ฟังเมียว่าก็ว่าฝันของเจ้านี้บอกว่าจะมีครรภ์นั่นเอง ลูกที่จะเกิดมาเป็นชายจะมั่งคั่งบริบูรณ์มากมาย แต่ทว่ารูปร่างของมันเห็นจะชายหน้าเพราะเกิดมาหัวจะล้านมาแต่กำเนิด ยายเอ๋ยแกเชื่อข้าซีจะมั่งมีเงินทองมากกว่าห้าเกวียนเชียวนา แต่นางเทพทองยังกุมท้องอยู่รากไปด่าไป โคตรพ่อโคตรแม่มึงไอ้ลูกหัวล้านหัวเลี่ยนกูไม่อยากเลี้ยงมันแล้ว 

       ฝ่ายนางทองประศรีเมียขุนไกร คืนวันหนึ่งฝันไปว่า พระอินทร์ ถือแหวนเพชรเม็ดใหญ่เหาะมาจากดาวดึงส์มายื่นให้นางก็รับไว้ ในฝันว่าแสงเพชรส่องแวบวาบปลาบตาพอตกใจตื่นก็ปลุกตัวเล่าความฝันให้ฟังขุนไกรก็แก้ฝันว่าได้ธำมะรงค์วิเศษของพระอินทร์ถือว่าเป็นมงคลอันวิเศษจะมีครรภ์และลูกนั้นจะเป็นชายมีฤทธิ์ดังทหารพระนารายณ์ สามารถปราบได้ทั่งแดนไตร อันแสงเพชรที่ว่าแวบวาบแปลบปลาบนั้นภายหน้าจะได้เป็นทหารใหญ่มียศถาบรรดาศักดิ์ นางทองประศรีก็ยกมือไหว้รับพรผัวแล้วสาธุขอให้สมพรปากเถิด 

       คราวนี้ฝ่ายนางศรีประจันเมียพันศรโยธานอนหลับฝันไปว่า พระวิษณุกรรม เหาะมาจากฟ้าเอาแหวนมาสวมนิ้วให้แล้วเหาะกลับไป  พอรุ่งเช้าก็เล่าความฝันกับพันศรโยธาผู้ผัว พัศรโยธาหัวร่อร่าแล้วทำนายว่าฝันดีนักจะได้ลูกเป็นผู้หญิงรูปร่างงดงามไม่มีใครเปรียบ เพราะเป็นแหวนของพระวิษณุกรรมซึ่งเป็นช่างเอก ศรีประจันได้ยินผัวว่าก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยกมือขึ้นไว้แล้วว่าสาธุขอให้ได้จริง ๆ เถอะ จะไม่ยอมอุ้มลูกใครเลย 

       ฝ่ายนางเทพทองตั้งแต่ท้องแล้วท้องก็โตเอา ๆ จนค้ำหน้าจะลุกจะนั่งไปทางไหนก็อืดอัดเต็มที ทั้งแพ้ท้องอยากกินของแปลก ๆ อยากกินเหล้ากับเนื้อพล่าจนน้ำลายสอเหมือนผีกระสือ ไม่ได้กินก็ร้องไห้ครางฮือ ๆ ขอให้ขุนศรีวิไชยผู้ผัวไปหามาให้ ครั้นได้กินก็อยากกินใหญ่ทั้งปลาไหล ไก่ กบ เต่าเผา แย้บึ้ง อึ่งนา แต่ละคำที่กินเข้าไปก็โต ๆ ทั้งนั้นเหล้าไม่เท่าไรก็หมดไหต้องวิ่งไปซั้อมาให้ใหม่ดูวุ่นวายที่สุด ยิ่งกินเข้าไปท้องที่ใกล้จะครบถ้วนก็เจ็บ เด็กในท้องถีบหน้าถีบหลังให้พัลวัน พอท้องลดก็เจ็บหนักบิดตัวเรียกหาพ่อแม่หาหมอตำแยกันวุ่นวาย เสียงร้องเรียกกันให้โขมงโฉงเฉง บ้างเป็นหมอเศก   มงคงปลายข้าวสาร บ้างก็เข้าหนุนหลังบ้างก็ข่มท้อง นางเทพทองก็ร้องดิ้นอยู่โครม ๆ ขุนศรีวิไชยไม่รู้จะทำอย่างไรกลัวเมียตายตัวสั่นรัวจิกหัวเป่ากระหม่อมไปตามเรื่อง พอดียายหมอตำแยแยงแย่เข้าคร่อมท้องแม่นางเทพทองก็เข้าช่วยข่มจนตัวสั่นแต่ก็ไม่ยอมลงข่มไปข่มมาก็พอดีเสียงดังผลุด ยายคงหกคะเมนไปติดอยู่ข้างฝาเสียงลูกร้องแงแง เวลาตกฟากพอดีกับพระพันวษาเจ้าพระนครอยุธยาได้ช้างเผือกมาในวันเดียวกัน พอรู้ว่าลูกคลอดนางเทพทองเหลียวหน้าดูลูกชายพอเห็นเข้าก็ร้องด่า ทุดไอ้ลูกบัดสีหน้าตาเหมือนผีปั้น ดูสิหัวล้านแต่ในท้องเหมือนกับวงเดือน โธ่เสียแรงอุ้มท้องมันมา ไอ้หมาขี้เรื้อนเลี้ยงไว้ก็ขายหน้าเขาเหลือเกิน ด่าไปด่ามาก็ถูกหมอตำแยให้เข้าไปนอนบนกระดานอยู่ไฟ เจ้าหนูน้อยเกิดมาก็มีบ่าวไพร่อาบน้ำป้อนข้าแห่กล่อมเรื่อยมา 

       ตั้งแต่เจ้าหนูน้อยหัวล้านเกิดมาแล้วบ้านขุนศรีวิไชยก็มั่งคั่งกว่าเดิมไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง แม้จะมั่งคั่งอย่างนั้นนางเทพทองก็เกลียดน้ำหน้าลูกนัก บุญของเจ้าหนูน้อยยิ่งอยู่ไปเงินทองก็ยิ่งไหลมาเทมาปู่ย่าตายายชอบใจตั้งชื่อหลานให้เป็นมงคล โดยถือเอาความฝันเป็นนิมิต ประกอบกับวันเกิดพระพันวษาได้ช้างเผือกมากรุงศรีอยุธยา จึงให้ชื่อหลานว่า ขุนช้างปูย่าตายายของขุนช้างเป็นคนค่อนข้างจะขี้เห่อแต่งตัวให้หลานเสียจนเดินเกือบไม่ไหว ที่คอเอาเงินเอาทองใส่ ที่ข้อมือใส่ กำไลล้นเข้าไปเกือบจะถึงข้อศอก ที่ข้อเท้าใส่กำไลเท้า แขนใส่ปะวะหล่ำ เอวคาดสายสร้อยอ่อนจำหลักทับพริกเทศประดับกัลปังหา ขุนช้างเป็นเด็กท่าทางคงจะทะลึ่งไม่น้อย นางเทพทองผู้เป็นแม่เห็นทีไรรู้สึกมันให้ขัดหูขัดตามไปหมด พอเห็นขุนช้างแกก็ด่าเปิง ๆ ไอ้ลูกขอทาน ดูซิทำเหมือนกะเต้นโขน จับก็ไม่อยู่ชนเหมือนลิงทะโมน ไอ้ผีระยำตัวไหนนะเสือกปั้นมาให้ กูเกลียดขี้หน้าไม่อยากอุ้มมัน เวลาว่าก็ทำตาหลอกเหมือนค่างเหมือนลิง โธ่เอ๊ยกรรมของกูแท้ ๆ 

       ท่าทางของขุนช้างน่ากลัวมาก พออายุสามขวบไปเที่ยวเตร่ เด็กเล็กเห็นเข้าก็ร้องไห้กลัวจนตัวสั่นตะโกนเรียกแม่ว่า แม่จ๋าตัวอะไรนั่นมันแยกเขี้ยวยิงฟันฉันกลัวมันเหลือเกิน ยายแม่หัวเราะแล้วว่า อย่าไปกลัวเลยลูกตัวที่เจ้าว่า0นั่นชื่อขุนช้างเป็นลูกเจ้าขรัว บ้านรั้วใหญ่ ขุนศรีวิไชยอย่างไงล่ะอย่าไปขวางทางเขาลูก เขาเป็นเศรษฐีใหญ่ 

       ที่นี้กล่าวถึงทองประศรีบ้าง ตั้งแต่ตั้งครรภ์มาแล้วดูผิวพรรณผุดผ่องหน้านวลเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญทีเดียว แก้มสองข้างก็เปล่งปลั่งเหมือปรางทอง สองเต้านมครัวเคร่ง ทองประศรีอุตส่าห์ภาวนารักษาศีลอยู่เป็นนิตย์ ทุกวันบูชาพระด้วยดอกบัวจนกระทั่งครรภ์เติบโตครบสิบเดือนก็คลอดบุตรออกมา ปู่ย่าตายายเห็นหลานรักหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราก็พากันชื่นชมยินดียิ่งนัก พออายุหนูน้อยได้ครบหนึ่งเดือนพ่อแม่ก็มาปรึกษาหารือกับปู่ย่าตายายว่าจะให้ชื่ออย่างไร ตานั้นมีฝีมือในทางหมอดูก็คิดคูณหารเอาเวลาตกฟากมาประสมกับวันเดือนปีเกิด เกิดปีขาลวันอังคาร เดือนห้าตกฟากเวลาชั้นฉายตรงกับเวลาที่พระเจ้ากรุงจีนเอาดวงแก้วมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา และให้ใส่ไว้ในยอดพระเจดีย์วัดเจ้าพระยาไทย จึงให้นามหลานชายว่า เจ้าพลายแก้ว 

       ส่วนนางศรีประจันตั้งแต่ตั้งท้องแล้วจิตใจก็ผ่องใสไม่ขุ่นมัว พอครรภ์ครบถ้วนเทศมาสก็คลอดบุตรีงามโสภา ปู่ย่าตายายชื่นชมยิ่งนักพออายุได้ห้าขวบก็ตั้งชื่อให้ว่า เจ้าพิมพิลาไลย พ่อแม่สอนเย็บปักถักร้อยเช้า ๆ เย็น ๆ ก็ไปเล่นเก็บดอกไม้ที่ข้างวัดเขาใหญ่ อยู่เป็นประจำ 

       เด็ก ๆ ทั้งหลายอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันมักจะออกไปเล่นด้วยกันเสมอ เจ้าพลายแก้วกับขุนช้างก็เช่นเดียวกัน พอได้โอกาสก็พร้อมด้วยบ่าวไพร่ตามเป็นพรวน เจ้าพลายแก้วเห็นขุนช้างนำหน้าบริวารมาก็ชวนขุนช้างไปซื้อเหล้ามากิน ขุนช้างก็ใช่ย่อยให้บ่าวไปซื้อมาแล้วก็รินให้เจ้าพลายแก้วดื่มเข้าไปอีกใหญ่แทบสำลัก เพราะไม่เคยกิน ขุนช้างนั้นท่านักเลงกินเข้าไปมากจนหัวสั่นครู่เดียวก็เมาจนตาชันเทเหล้าใส่ขันแล้วชวนพลายแก้วกล่าวคำสาบานขึ้นว่า เราสองจะขอซื่อสัตย์ต่อกันจนวันตาย ถ้าไอ้ผู้ใดบังอาจคิดคดทรยศต่อเพื่อนขอให้เทพเจ้าสังหารผลาญชีวิต และให้ดาบองครักษ์ทั้งสี่หมู่บั่นเกษา ทั้งขอให้พลัดพ่อพลัดแม่หาร้อยกัลป์อนันตชาติทีเดียว ครั้นอธิษฐานแล้วก็จิ้มเอาเหล้ามาควั่นคอ แล้วทั้งสองก็ดื่มเหล้าเข้าไปคนละอึกสองอึก ขุนช้างกินหนักไปหน่อยทำตาป่อหลอเหมือนจะสิ้นใจเล่นเอานางพิมพิลาไลยที่เล่นอยู่ใกล้ ๆ หัวเราะชอบใจจนตัวงอสมน้ำหน้าไอ้หัวล้านกระบาลใส 

       อันนางพิมพิลาไลยนั้นก็เล่นหุงข้าวต้มแกงกวาดทรายรอบ ๆ ทำเป็นรั้วบ้านแล้วตี๋ต่างทำบุญบ้านให้บ่าวไพร่ไปนิมนต์พระมา พวกบ่าวไพร่ก็ไปนิมนต์ขุนช้างตั้งตัวเป็นสมภารมอญ ไม่ต้องกล้อนหัวเพราะล้านอยู่แล้วพลายแก้วเป็นสมภารไทย มาถึงก็สวดกันใหญ่ไม่รู้ว่าสวดอะไรบ้างพอสวดมนต์จบฉันเสร็จพลายแก้วก็เสนอขึ้นว่า เล่นทำบุญทำทานไม่เข้าทีมาเล่นผัวเมียกันดีกว่า ขุนช้างได้ยินหัวร่อร่าชอบใจว่าดีจริง ๆ นางพิมพิลาไลยสยิ่วหน้าด่าว่าไปเสีย ไอ้รูปชั่วหัวถลอกกูไม่เล่นกะมึงหรอก พลายแก้วว่า เล่นเถิดเจ้าพิมให้ไอ้ขุนช้างเป็นผัวตัวข้าจะย่องเข้าไปลักตัวเจ้ามา เมื่อถูกรบเร้าเข้าบ่อย ๆ นางพิมพิลาไลยก็ตกลงเล่นไปหักเอากิ่งไม้ใบไม้มาลาดทำเตียงเอาทรายกวาดเข้ามาต่างฟูกต่างหมอน แล้วนางพิมพิลาไลยก็ลงนอนขุนช้างหัวล้านก็ตรงเข้าไปนอนเคียง เจ้าพลายแก้วกระโดดเข้านอนกลางแล้วชกหัวขุนช้างตรงที่ล้านเกลี้ยง ขุนช้างถูกชกหัวก็ร้องตะโกนกู่เฮ้ยเร็วเว้ยพวกเรา อ้ายขโมยหน้าหมามาลักเมียกูเว้ย พอสิ้นเสียงเรียกของขุนช้างบรรดาบ่าวไพร่ก็ไล่ติดตามพวกพลายแก้วเป็นโกลา พอทันกันทั้งสองฝ่ายก็ตลุยไล่เข้าทุบตีกันเล่น ๆ ก่อน พอเจ็บเข้าก็กลายเป็นต่อยกันจริง ๆ จมูกครากปากแตกเลือดเข้าเลือดออกไปตาม ๆ กัน เสียงร้องกันให้เกรียวกราวจนผู้ใหญ่ต้องเข้ามาห้าม นางพิมพิลาไลยเห็นเรื่องกลายไปอย่างนั้นก็ร้องด่าขุนช้าง พวกไอ้หัวล้านขี้ถังกูไม่อยากเล่นกะมึงแล้วก็พาบริวารกลับเรือนพวกขุนช้างและพวกพลายแก้วก็พาพวกกลับบ้านฝนไพลทากันเป็นโกลาที่เด็ก ๆ เล่นอุตริกันเช่นนี้ใช่จะแกล้งประดิษฐ์คิดว่าก็หาไม่ หากแต่เทวดาดลใจให้เล่นซึ่งเหมือนกับบอกวิถีทางชีวิตของเด็กเหล่านี้ในวันข้างหน้า 

       อยู่ต่อมาขุนช้างก็เติบใหญ่เจริญวัยขึ้น ขุนศรีวิไชยจึงปรึกษากับนางเทพทองเมียรักว่า บัดนี้ลูกรักของเราก็โตแล้วควรจะได้เข้าไปเฝ้าถวายตัวแด่พระพันวษาตามประเพณี ขืนปิดบังไว้ความผิดจะมาถึงตัว นางเทพทองก็เห็นด้วย จึงให้บรรดาข้าไทจัดแจงแต่งตัวขุนช้างเสียใหม่ หาธูปเทียนเสบียงกรังที่จะต้องเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ครั้นสำเร็จเสร็จสรรพแล้วก็ให้ผูกช้างพลายสองพ่อลูกขึ้นนั่งบนสัประคับออกจากบ้านรั้วใหญ่ข้ามทุ่งนาป่าละเมาะเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวัดธรรมาก็ให้หยุดช้างไว้เพื่อข้ามฟากไปยังฝั่งกรุง ชาวบ้านร้านตลาดเห็นเด็กน้อยหัวล้านล่อนกล้อนก็พากันหัวเราะคิกคัก บ้างก็ว่าน่ากลัวลิงค่างมาเกิดแน่ ๆ ทีเดียว หรือไม่ก็ไอ้พวกผีที่ปั้นลูกปั้นส่งเดช ยิ่งเดินไปคนก็ยิ่งตามดูเป็นกลุ่ม ๆ บางคนก็ว่าเสียงอหายเลย จนกระทั่งขุนศรีวิไชยพาขุนช้างเข้าวังพวกชาวบ้านร้านตลาดก็ยังโจษจรรกันอยู่ พอเข้าถึงท้องพระโรงพวกขุนนางที่เฝ้าแหนอยู่เห็นขุนศรีวิไชยพาเด็กหัวล้านเข้ามาก็พากันหัวเราะเกรียวกราว เล่นเอาขุนช้างตัวน้อยประหม่างกเงิ่นเข้าแอบหลังพ่ออยู่ 

       ฝ่ายสมเด็จพระพันวษาประทับอยู่ฝ่ายในจนกระทั่งบ่ายสี่โมงเศษก็ออกเสด็จพระลานหน้าให้เสนาข้าราชการเฝ้า ขุนศรีวิไชยกับขุนช้างก็คลานตามติดกันเข้ามายกพานธูปเทียนดอกไม้เข้าไปตั้งตรงหน้า อันขุนช้างนั้นไม่ยอมห่างพ่อใจเต้นตึก ๆ กลัวแทบตาย พระพันวษาทอดพระเนตรเห็นขุนศรีวิไชยเข้ามาก็ตรัสว่า เฮ้ยขุนศรีวิไชยนั่นมึงพาลูกใครเข้ามาวะ หัวหูดูน่าเวทนานัก เป็นลูกเต้าเหล่ากอใครหรือว่าเป็นของมึงเองดูหัวล้านโจ่งเหม่งแปลกแท้ ๆ มึงจะมายกให้กูหรือว่าไง ขุนศรีวิไชยก็ทูลว่าขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท อันเด็กน้อยหัวล้านนี้คือบุตรของข้าเอง นำมาทูลเกล้าทวายไว้เป็นทหาร อันบุตรชายของข้านี้ชาตาดียิ่งนัก  ตั้งแต่เกิดก็ทำมาค้าขึ้นสิ่งที่ไม่น่าจะได้ก็ได้ สมเด็จพระพันวษาทรงพระสรวลอยู่ร่า ๆ ดูหัวมันน่าสมเพทเวทนาแท้ ๆ แต่เมื่อมึงว่ามันเกิดมาทำมาค้าขึ้นก็ชอบกลอยู่ ตอนนี้มันยังเล็กนักจะให้กูไว้เป็นทหารก็ใช้การไม่ได้ เองเลี้ยงไว้ก่อนต่อมันโตขึ้นจึงเอามามอบให้กูก็แล้วกันตรัสแล้วก็ให้พนักงานจัดเสื้อผ้ามาพระราชทาน ขุนศรีวิไชยมากราบงามสามลาแล้วก็ถวายบังคมลากกลับสุพรรณบุรี